มีความเข้าใจผิดๆมากมายเกี่ยวกับ "การปลูกถ่ายไขกระดูก" ในครั้งแรกที่ผมได้ยินก็คงคล้ายๆกับผู้ปกครองเด็กหลายๆคน คือสับสนและจินตนาการไปต่างๆนาๆ ในช่วงแรกความรู้สึกของผมนึกไปถึงการปลูกถ่ายอวัยวะอื่นๆ คือทำการ "ตัด ย้าย ผ่า" แต่ ผมเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง อย่าเพิ่งกังวลไปนะครับ ผมอยากจะบอกเป็นภาษาง่ายๆว่า

"การปลูกถ่ายไขกระดูกไม่มีการเปิดผ่ากระดูกส่วนใดๆทั้งสิ้นครับ ตัวไขกระดูกจากผู้บริจาคที่จะนำ

มาใส่ในเด็กของเราก็มีลักษณะเหมือนเม็ดเลือดแดงที่อยู่ในถุงบริจาคเลือดทั่วๆไป ไม่ใช่มาเป็นแท่ง

กระดูก

 

 
 

 

 

วิธีการในการปลูกถ่ายใหญ่ๆที่สำคัญๆมี (เป็นการมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลก)ดังนี้ "

1.การเจาะเก็บไขกระดูกเก่าของเด็กที่สะโพก (วางยาสลบ) มักจะทำพร้อมการใส่สายสวนในเส้นเลือดบริเวณหน้าอก ( Hickman Catheter) เพื่อใช้ในการฉีดยาและเก็บเลือดมาตรวจ (เด็กจะได้ไม่เจ็บหลายๆครั้งที่ต้องเจาะที่แขน)

2.การให้ยาเคมีบำบัดในขนาดสูงแก่ผู้เด็กเพื่อทำลายเซลล์ไขกระดูกที่ผิดปกติ
3.หยดเอาไขกระดูกจากผู้บริจาคเข้าสู่เด็กเหมือนการให้เลือดของคนไข้ทั่วไป
 

สบายใจ :) กันขึ้นใช่ไหมครับ ผมจำได้ถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อผมได้ทราบรายละเอียดจากคุณหมอผมยิ้มเลยครับ คุณหมอบอกให้ผมทราบถึงการรักษาที่มีมาตรฐานสูงเช่นเดียวกันกับในประเทศใหญ่ๆทั้งหลาย เท่าทีมนุษยชาติที่เป็นแพทย์ทั่วโลกสามารถทำได้ เพียงขอให้คุณปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ที่คุณหมอได้บอกไว้โดยเคร่งครัด ต่อไปนี้เป็นบทความของคุณหมอซึ่งจะอธิบายคร่าวๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ

 

 

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต

การปลูกถ่ายไขกระดูก
ศ.พญ.แสงสุรีย์ จุฑา
ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

 

การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือในปัจจุบันนิยมเรียกว่าการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด เม็ดโลหิต เป็นวิธีการรักษาโรคทางโลหิตวิทยา ทั้งที่เป็นกรรมพันธุ์และที่เกิดขึ้นเองในภายหลัง ไขกระดูกมีลักษณะคล้ายเลือด อยู่ในโพรงกระดูกมีหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือด ได้แก่เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่นำออกซิเจนไปให้อวัยวะต่างๆเม็ดเลือดขาวมี หน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และเกร็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยให้เลือดหยุดเวลามีบาดแผล ดังนั้นถ้ามีความผิดปกติในการทำงานของไขกระดูก อาจจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

ผู้ป่วยที่สมควรได้รับการรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต

โรคที่ได้รับผลดีจากการรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโลหิตได้แก่

  1. โรคธาลัสซีเมีย เป็น โรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยในประเทศไทย ในบางแห่งพบได้ในอัตราที่สูง ผู้ป่วยจะมีอาการซีด ตัวเหลือง ตาเหลือง ตับม้ามโต ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการให้เลือดเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่โรคนี้มักจะรุนแรง และเสียชีวิตตั้งแต่ในวัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาว การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจะสามารถทำให้หายขาดจากโรคนี้ได้
  2. โรคไขกระดูกฝ่อชนิดรุนแรง เป็น โรคที่พบบ่อยในประเทศไทย และเป็นปัญหาในการรักษามาก ผู้ป่วยจะมีการพยากรณ์โรคไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ใหญ่ ประมาณร้อยละ 50 จะเสียชีวิตภายใน 6 เดือน และร้อยละ 20 จะมีชีวิตอยู่ 1 ปี การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในระยะแรกๆ หลังการวินิจฉัยไม่นานจะช่วยให้อัตราการมีชีวิตอยู่หรือหายจากโรคดีขึ้นมาก โดยมีอัตราการมีชีวิตอยู่หลังปีที่ 2-4 ถึงร้อยละ 60-70 ดังนั้นการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจึงเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยเพิ่ม อัตราการหายจากโรคนี้
  3. มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ตลอดจนมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่มีการพยากรณ์โรคไม่ดี น่าจะได้รับการพิจารณาเพื่อรับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต เพราะสามารถรักษาให้หายขาดได้
  4. โรคพันธุกรรมอื่นๆ เช่น ภูมิคุ้มกันบกพร่องโดยกำเนิดชนิดรุนแรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเสียชีวิตในวัยเด็ก การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจะช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวเหมือนคน ปกติได้
  5. โรคมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่นมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย หรือมะเร็งบางชนิดในเด็ก เป็นต้น

 

ขั้นตอนในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต

ทำโดยการให้ยาเคมีบำบัดในขนาดสูงแก่ผู้ป่วยเพื่อทำลายเซลล์ไขกระดูกที่ผิดปกติหรือเซลล์มะเร็งให้หมดไปโดยอาจให้ร่วมกับการฉายแสงก็ได้ หลังจากนั้นนำเอาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคจะเข้าไปอยู่ในไข กระดูกของผู้ป่วย และเริ่มสร้างเซลล์เม็ดเลือดได้ราวๆปลายสัปดาห์ที่ 2 หรือ ในสัปดาห์ที่ 3 ดังนั้นในระยะ 2-3 สัปดาห์แรกหลังการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ผู้ป่วยจะมีภูมิต้านทานต่ำมาก จำเป็นต้นอยู่ในห้องแยกที่สะอาดปลอดเชื้อ เพื่อลดอัตราการติดเชื้อจากภายนอก

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีการติดเชื้อร่วมด้วยเสมอ จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพและจำเป็นที่จะต้องให้การรักษา พยาบาลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดผู้ป่วยมักจะมีอาการเบื่ออาหาร กินไม่ค่อยได้ จำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมทางหลอดเลือด จนกว่าจะรับประทานอาหารได้เพียงพอ

นอกจากนี้ เนื่องจากระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเตรียมตัวก่อนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ด โลหิต จนกระทั่งฟื้นตัวหายเป็นปกติ นานประมาณ 1-2 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการกังวล ไม่สบายใจ ผู้ที่ดูแลจึงต้องมีความเห็นใจและเข้าใจปัญหา ให้กำลังใจผู้ป่วยเพื่อให้ผู้ป่วยมีจิตใจสดชื่น

ปัญหาที่พบในผู้ป่วยปลูกถ่ายเซลล์ ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตอีกอย่างหนึ่งที่ไม่พบในผู้ป่วยเปลี่ยนอวัยวะอื่นๆ คือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาคที่ให้เข้าไป อาจจะมีปฏิกิริยาต่อต้านเซลล์ของผู้ป่วยเองทำให้มีความผิดปกติของระบบต่างๆ เช่น ผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร การทำงานของตับ เป็นต้นซึ่งอาการเหล่านี้อาจรุนแรงมากจนถึงแก่ชีวิตได้

 

เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตได้มาจากไหน

สำหรับผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิด เม็ดโลหิตนั้นต่างจากการเปลี่ยนอวัยวะอื่นตรงที่ผู้บริจาคสามารถสร้างมาทด แทนได้ใหม่ ดังนั้นผู้บริจาคจึงไม่ได้สูญเสียอะไรไปเลย ซึ่งต่างจากอวัยวะอื่นๆที่ร่างกายไม่สามารถสร้างทดแทนได้ใหม่ และการเอาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตออกมานั้นสามารถทำได้ 2 วิธี

  1. ทำโดยการใช้เข็มดูดจากไขกระดูกออกมา โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดเพียงดมยาสลบเท่านั้น ผู้บริจาคจะมีอาการเจ็บกระดูกบริเวณนั้นใน 2-3 วันแรก และอ่อนเพลียเล็กน้อย เช่นเดียวกับการบริจาคเลือด ผู้บริจาคสามารถกลับไปทำงานตามปกติได้ใน 2-3 วัน
  2. ทำได้โดยใช้ยากระตุ้นเซลล์ไขกระดูกออกมาอยู่ในหลอดเลือดในปริมาณที่มากพอ หลังจากนั้นผู้บริจาคมาบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต โดยใช้สายต่อเข้าเส้นเลือดแล้วต่อเข้าเครื่องเพื่อจะแยกเอาเซลล์ต้นกำเนิด เม็ดโลหิตออกมาทางเส้นเลือด เหมือนการบริจาคเลือด วิธีนี้ผู้ป่วยจะฟื้นตัวเร็วกว่าและกลับบ้านเร็วกว่า
  3. นอกจากนี้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจาก 2 แหล่งดังกล่าวแล้ว เรายังสามารถใช้เลือดจากรกเป็นแหล่งของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตได้อีกทาง หนึ่งด้วย

 

ใครเป็นผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตได้บ้าง

ส่วนใหญ่แล้ว ผู้บริจาคมักจะเป็นพี่น้องของผู้ป่วยที่มีเนื้อเยื่อ (HLA) เข้ากันได้ นอกจากนี้ผู้บริจาคยังอาจเป็นคนที่ไม่ใช่พี่น้องกันแต่มีเนื้อเยื่อเข้ากัน ก็ได้

ข้อจำกัด

  1. ข้อจำกัดในเรื่องผู้ บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตก็คือ ถ้าผู้ป่วยไม่มีพี่น้อง หรือมีจำนวนน้อย เนื้อเยื่อเข้ากันไม่ได้ ก็ไม่สามารถทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดโลหิตได้ ในกรณีเช่นนี้อาจทำได้โดยการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตของผู้ป่วยเอง เช่น มะเร็งเม็ดเลือด หรือมะเร็งชนิดอื่น หลังจากที่ให้ยาเคมีบำบัดจนโรคสงบแล้ว เราสามารถเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตของผู้ป่วยแช่แข็งเก็บไว้เมื่อเตรียม ผู้ป่วยโดยการให้ยาเคมีบำบัดในขนาดสูงแล้วเอาเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตของผู้ ป่วยที่แช่เข็งไว้กลับมาให้ผู้ป่วยใหม่ การใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาค
  2. ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งในการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในผู้ป่วยไข กระดูกฝ่อชนิดรุนแรง คือ ผู้ป่วยที่เคยได้รับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดอื่นๆ เช่น เม็ดเลือดขาวหรือเกร็ดเลือดเข้มข้นจำนวนมากมาแล้วโอกาสที่จะได้ผลดีจากการ ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมีน้อยลงเพราะจะมีโอกาสสูงที่ร่างกายจะมี การต่อต้านเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตของผู้บริจาคทำให้การปลูกถ่ายเซลล์ต้น กำเนิดเม็ดโลหิตนั้นประสบความล้มเหลว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในระยะแรกเริ่ม หลังการวินิจฉัยโรคไม่นานนัก ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับเลือดจำนวนมาก
  3. นอกจากนี้ผู้ป่วยที่อายุมาก จะมีปัญหาแทรกซ้อนจากการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมาก ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในผู้ ป่วยที่อายุเกิน 55 ปี หรือถ้าจำเป็นต้องทำในรายที่อายุมาก ต้องดัดแปลงโดยใช้วิธีให้ยาเคมีบำบัดในขนาดที่ลดลง เพื่อลดปัญหาแทรกซ้อน

สรุป

ในปัจจุบันนี้ถือว่าการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเป็นการรักษาที่ มาตรฐานสำหรับโรคหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไขกระดูกฝ่อชนิดรุนแรง มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยได้เริ่มวิธีการรักษานี้มานานเกิน 10 ปีแล้ว ผลการรักษาดีเท่าๆกับในต่างประเทศ ปัญหาแทรกซ้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากผู้บริจาค มีปฏิกิริยาต่อต้านเซลล์ของผู้ป่วยนั้น เราพบน้อยกว่าในต่างประเทศ นับเป็นโชคดีของผู้ป่วยไทย

ข้อมูลการปลูกถ่ายไขกระดูก Bone Marrow Transplantจากโรงพยาบาลสมิตติเวช ณ เดือน พ.ค. 2560

ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีโรคที่ดื้อต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษารายละประมาณ 800,000-1,500,000 บาท และผู้ป่วยจะต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อประมาณ 1-2 เดือนเพื่อรอให้เม็ดเลือดต่างๆ สร้างได้ตามปกติก่อน จึงจะออกมาจากห้องปลอดเชื้อได้

การปลูกถ่ายไขกระดูก วิธีการนี้ไม่ต้องรับการผ่าตัดหากแต่เป็นการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูง ซึ่งอาจใช้ร่วมกับการฉายแสงเพื่อทำลายไขกระดูกเดิม จากนั้นนำเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) มาจากไขกระดูกบริเวณกระดูกสะโพกด้านหลังของผู้ให้ไขกระดูกมาให้กับผู้ป่วยทางเส้นเลือดเพื่อที่เซลล์เหล่านั้นจะเข้าไปในไขกระดูกและสร้างเซลล์เม็ดเลือดตามปกติ ทั้งนี้การดูดไขกระดูกไม่ได้เกี่ยวกับไขสันหลังดังนั้นวิธีการนี้จึงไม่เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต นอกจากนี้การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกยังสามารถใช้เพื่อการรักษาโรคที่มีความผิดปกติของกระดูกอื่นๆ เช่น โรคธาลัสซีเมีย และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น อย่างไรก็ดีเซลล์ตัวอ่อนจากผู้ให้จะต้องมีเนื้อเยื่อ HLA (Human Leukocyte Antigen) ตรงกันกับผู้ป่วย โดยผู้ที่จะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันได้จะต้องเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่โอกาสที่พี่น้องท้องเดียวกันจะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันเพียง 25% เท่านั้น ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าพี่น้องของผู้ป่วยจะมีโอกาสให้ไขกระดูกกับผู้ป่วยได้ทุกราย สำหรับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันที่จะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันกับบุคคลทั่วๆ ไปมีโอกาสประมาณ 1: 50,000 เท่านั้น ดังนั้นการที่บุคคลอื่นจะมีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันกับผู้ป่วยแต่ละรายจะต้องทำการค้นหาในบุคคลเป็นจำนวนมาก ในประเทศไทยมีศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยเป็นศูนย์รวบรวมข้อมูลผู้บริจาคไขกระดูกเหมือนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตามโอกาสที่มีผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกันกับผู้ป่วยในประเทศไทยมีโอกาสประมาณร้อยละ 50