เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อ

แรกสุดผมอยากให้ผู้ปกครองมีสติและมีศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณเคารพ ศรัทธาในหมอของคุณ ศรัทธาในทีมรักษา คิดไว้ได้เลยว่าคุณเดินหน้าเต็มตัวแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะถอย ขออย่างเดียวคืออย่างมงาย นิ่ง มีสติอยู่ตลอดเวลา ไม่ตื่นเต้นหรือตระหนกและขอให้มีศรัทธาจริงๆ มิได้แกล้งศรัทธาเพื่อผลประโยชน์ สิ่งที่ผมแนะนำล้วนเป็นสิ่งที่ผมศรัทธาทั้งสิ้น และท่านก็เมตตาผมและครอบครัวมาตลอด ให้ท่านผู้ปกครองพิจารณา ตามวิจารณญาณนะครับ

     

 

1.ท้าวมหาพรหมเอราวัณ

 

 

ประวัติคือ

 

ถ้ากล่าวถึง "ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ" เชื่อว่าหลายท่านคงรู้จักเป็นอย่างดี ไม่เพียงเทวสถานแห่งนี้จะตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ใกล้โรงแรมเอราวัณที่ใหญ่โตโอ่อ่าแล้ว ยังเป็นที่เคารพสักการะทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ลงทุนข้ามแผ่นฟ้ามหาสมุทรมาแสดงความศรัทธาต่อ ท่านท้าวมหาพรหม ณ ที่แห่งนี้ ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาสักการะท่านท้าวมหาพรหมนับวันจะมีมากขึ้น ทั้งนี้เป็นเพราะความศรัทธาในบารมี ของท่านที่แผ่เมตตา ปกปักคุ้มครองให้ร่มเย็นเป็นสุข และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของผู้คนทั้งหลาย เมื่อยามที่ได้กราบไหว้บูชาแล้วทำให้รู้สึกสบายใจ ร่มเย็นเป็นสุข

 

ตามความเชื่อแบบพราหมณ์ "พระพรหม" ถือเป็นหนึ่งในสามของพระเป็นเจ้าที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เรียกรวมกันว่า "ตรีมูรติ" ได้แก่ พระอิศวร (ศิวะ) พระพรหม และพระวิษณุ (นารายณ์) ซึ่งถือกันว่าเป็นพระผู้สร้างสรรค์สิ่งทั้งปวง ได้แก่ โลก สวรรค์ และมนุษย์ ในขณะที่พระวิษณุ (นารายณ์) เป็นผู้รักษาดูแลและมีพระอิศวร (ศิวะ) เป็นผู้ทำลาย

 

พระพรหมที่ประดิษฐานไว้บริเวณ "ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ" ลักษณะกายสีแดง สี่พักตร์ แปดกร ในแต่ละกรทรงอาวุธที่แตกต่างกันออกไป อาทิ แว่นแก้ว คฑา จักร สายประคำ ธารพระกรไม้เท้า ช้อน หม้อน้ำ คัมภีร์พระเวท ทรงหงส์เป็นพาหนะ และมี "พระสุรัสวดี" หรือ "พระสรัสวดี" เป็นพระมเหสี ที่สถิตของพระพรหมเรียกกันว่า "พรหมพฤนทา" อยู่ในพรหมโลก ว่ากันว่าอยู่เหนือชั้นสวรรค์ขึ้นไปอีก พระพรหมยังถูกแบ่ง ประเภทออกเป็นรูปพรหม และอรูปพรหม พรหมที่เรียกว่า "รูปพรหม" มีถึง ๑๖ ชั้นได้แก่ พรหมปาริชชาภูมิ พรหมปโรหิตาภูมิ มหาพรหมาภูมิ เป็นต้น ซึ่งพรหมทั้ง ๑๖ ชั้นนี้กล่าวกันว่าพระองค์ทรงประทับนิ่งไม่เคลื่อนไหวแต่อย่างใดเรียกว่านั่งเข้า "ฌาน" ส่วนชั้นที่อยู่สูงขึ้นไปอีกเป็นชั้นของ "อรูปพรหม" เป็นพรหมที่ไม่มีรูป มีแต่จิต มีทั้งหมด ๘ ชั้น อาทิ อากาสายัญจายตน วิญญาณัญจายตน อากิญตจัญญายตน และเนวสัญญานายตน พรหมทั้งสี่ชั้นนี้จัดเป็นพลังงานชั้นสูงที่มีความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง อำนาจแห่งองค์พรหม จัดเป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่จนหลายคนกล่าวว่าชีวิตนั้นคือ "พรหมลิขิต" ดังนี้เองจึงทำให้คนหลายคนที่เชื่อว่าดวงชะตาความเป็นอยู่ของตัวเรานั้นมีความเกี่ยวเนื่องอยู่กับองค์พรหม

ศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของ "ท่านท้าวมหาพรหม" ซึ่งอยู่ในรูปพรหมส่วนชั้นไหนนั้นต้องขออภัยเพราะยังไม่มีข้อมูล ส่วนศาลแห่งนี้ตั้งมาเป็นเวลานับ ๔๐ กว่าปี และพลังแห่งความศรัทธาของเหล่าสาธุชนที่แวะเวียนมานมัสการพระพรหมได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อการกุศลเป็นจำนวนมาก จึงได้เกิด "มูลนิธิทุนท่านท้าวมหาพรหม" ขึ้นมา ซึ่ง "ศรีสล้าง สุขสมสถาน" กรรมการผู้จัดการและเลขานุการมูลนิธิฯ เผยว่า

"ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๖ ได้เริ่มก่อสร้างโรงแรมเอราวัณขึ้น และในปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้ให้ "พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์" ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ ดูฤกษ์วันเปิดกิจการและ ได้ให้คำแนะนำว่าฤกษ์วางศิลาฤกษ์นั้นกระทำไม่ถูกต้อง จะต้องสร้างศาลพระพรหมและศาลพระภูมิไว้ ซึ่งองค์พระพรหมที่ประดิษฐานอยู่นี้ได้รับการออกแบบ และการปั้นตามแบบแผนของกรมศิลปากรจาก "จิตร พิมพ์โกวิท" ช่างกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ส่วนผู้ที่ออกแบบศาลคือ "เจือระวี ชมเสวี" และ "หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล เมื่อก่อนสถานที่แห่งนี้มีคนกราบไหว้ไม่มากนัก คงเป็นเพราะคนที่มากราบไหว้อาจจะขอให้ท่านช่วย แล้วเกิดประสบความสำเร็จเลยมีการเล่าไปแบบปากต่อปาก ไปทำให้ทุกวันนี้มีคนเข้ามาสักการะบูชากันมากขึ้น ทางโรงแรมเอราวัณเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๙ และได้ถือเอาวันดังกล่าวเป็นวันบวงสรวงในทุกปี โดยการทำพิธีบวงสรวงจะมีพราหมณ์หลวงเป็นผู้ประกอบพิธีให้" กรรมการผู้จัดการมูลนิธิฯ กล่าวและว่า

"แต่เดิมได้ตั้งตู้รับบริจาคไว้ในศาลเพื่อนำเงินที่ได้รับจากการทำกุศลของผู้มีจิตศรัทธามาบูรณะเทวสถาน กระทั่งต่อมาจำนวนเงินบริจาคได้เพิ่มมากขึ้น จนผู้บริหารคิดว่าจะนำเงินส่วนนี้ไปทำประโยชน์ โดยบริจาคให้ทางโรงพยาบาลเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์หรือช่วยสาธารณภัย น้ำท่วม เป็นต้น โดยทางมูลนิธิฯ จะไม่จัดทำรูปสักการะจำลอง วัตถุมงคลใด ๆ หรือทำการค้าไปในเชิงพาณิชย์เลย มีเพียงรูปถ่ายท่านท้าวมหาพรหมที่จัดทำเพื่อให้คนที่ เคารพนำไปสักการะบูชา และในบริเวณศาล ทางมูลนิธิฯ จะเป็นผู้ดูแลจัดการในการเช่าพื้นที่ให้ด้วย"

ภายในบริเวณ "ศาลท่านท้าวมหาพรหม" โดยรอบจะเห็นร้านค้าขายพวงมาลัย เครื่องสักการะบูชา ขันน้ำมนต์ใบโตและการแสดงละครรำที่จัดทุกวัน เพื่อเป็นการแก้บนของผู้ที่เคยมากราบไหว้ขอพร และในวันที่เข้าไปสัมภาษณ์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณ "ชูเกียรติ แก้วฟ้าเจริญ" ผู้จัดการดูแลคณะละครรำ ซึ่งเผยเกี่ยวกับการทำคณะละคร "จงกลนาฏศิลป์" ของเขาว่า "คณะละครจงกล แต่เดิมเป็นของคุณแม่ แต่ปัจจุบันผมเป็นคนดูแลจัดการ เริ่ม มาตั้งคณะละครรำที่ศาลท่านท้าวมหาพรหมตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยทุกอย่างอยู่ในความดูแลของทางมูลนิธิฯ คณะละครรำที่เล่นที่นี่มี ๓ คณะด้วยกันสับเปลี่ยนกัน ได้แก่ คณะจงกลนาฏศิลป์ ดำรงนาฏศิลป์ และคณะละม่อม ในหนึ่งวันจะเข้า ๒ คณะ ซึ่งแต่ละคณะจะทำงาน ๒ วัน หยุด ๑ วัน ศาลท่านท้าวมหาพรหมนี้เริ่มเปิดให้เข้าสักการะตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น. - ๒๒.๓๐ น. ทุกวัน ในการแสดงละครรำจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเจ้าภาพว่าจะขอแก้บน หรือว่าจะรำถวาย เนื้อร้องก็จะไม่เหมือนกัน ถ้าแก้บนก็จะร้องแบบแก้บน ถ้าไม่ได้แก้บนก็ร้องอีกแบบหนึ่งในแบบถวาย เพลงที่รำจะสลับสับเปลี่ยนกันไป นอกจากเจ้าภาพจะขอเพลงเช่น กฤษดาอภินิหาร เทพบันเทิง ไกรลาสสำเริง ฟ้อนมาลัย ระบำดอกบัว เป็นต้น สมัยก่อนรำละคร รำชาตรีแก้บน ยังไม่มีการเอาเพลงพวกนี้เข้าบรรจุ เพลงพวกนี้เราเอามาจากกรมศิลปากร ภายหลังได้มีการดัดแปลงใส่เป็นเพลง ส่วนใหญ่ผู้ที่เข้ามามักเป็นชาวต่างชาติเยอะประมาณ ๖๐ % สำหรับที่ศาลแห่งนี้แล้วจะมีคนเข้ามากราบไหว้ทุกวันไม่เคยขาดเลย เมื่อมาที่นี่ จะได้เห็นคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ชาติไหนมีหมดครับ" คุณชูเกียรติ ผู้จัดการคณะละครจงกลนาฏศิลป์กล่าว

นอกจากศาลท่านท้าวมหาพรหมแห่งนี้จะเป็นที่ประดิษฐานของ "พระพรหม" พระผู้มีความเมตตา กรุณา ต่อมนุษย์อย่างสูงส่งจนทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเล็ก ๆ อย่าง "ศาลท่านท้าวมหาพรหม" ได้ขจรขจายไปไกลถึงต่างบ้านต่างเมือง เนื่องจากความเคารพศรัทธาที่มีต่อพระพรหมเอาราวัณ และความเชื่อถือที่ว่า "เมื่อขอพรสิ่งใดไป จะได้พระนั้นสมความปรารถนา" ทำให้ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ไทย ฝรั่ง แขก ต่างพากันมานมัสการท่านอย่างเนืองแน่น เป็นประจำตลอดระยะเวลายาวนานหลายสิบปี ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสมหวังในการขอพรจากพระพรหมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการเคารพศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของท่าน แล้วความศรัทธาและความเชื่อมั่นนั้นทำให้ท่านพานพบ กับความสุข สบายใจ และไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน สิ่งนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด

 

 

2.หลวงพ่อโตวัดสระเกศ

 

ท่านศักดิ์สิทธิ์ในการช่วยเหลือคนป่วยมาก ท่านอยู่ที่บริเวณด้านหลังของภูเขาทอง

 

3.วัดหัวลำโพง

ทำการบริจาคซื้อโรงศพที่มูลนิธิปอเต็กตึ๊งที่นี่ทุกเดือน เสร็จแล้วแวะไหว้ศาลที่บริเวณบริจาคด้วย อย่าลืมทำสังคทาน กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรของเด็กที่ปลูกถ่ายไขกระดูกด้วย

 

4.คาถาชินบัญชร

ทำการท่องทุกวันก่อนนอน ควรทำการบูชาทุกวันพฤหัสบดี ฟังได้ที่ http://www.dhammathai.org/sounds/chinabanchon.php

คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต พรหมรังสี)

พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น

 

ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงและตั้งคำอธิษฐานว่า

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ


เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร

๑.ชะยาสะนาคะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เยปิวิงสุ นะราสะภา

พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว
เสวยอมตรสคือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ
เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

๒.ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก มุนิสสะรา

มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นอาทิ พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

๓.สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร

ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะพระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

๔.หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก

พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ พระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

๕.ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเล

พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

๖.เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

มุนีผู้ประเสริฐคือ พระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

๗.กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเนนิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร

พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

๘.ปุณโณ อังคุลิมาโลจะ อุปาลี นันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ตีละกา มะมะ

พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

๙.เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา

ชะลันตา สีละเต เชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

๑๐.ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะ ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า พระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

๑๑.ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

๑๒.ชินนานา วะระสังยุตตา สัตตะปาการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา

อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

๑๓.อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะ โต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร

ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

๑๔.ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพเต มะหาปุริสาสะภา

ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

๑๕.อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข

ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ

ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ

5.นับถือกราบไหว้เจ้าแม่กวนอิม

กราบไหว้ขอพรได้ที่ โรงพยาบาลเทียนฟ้า บริเวณ วงเวียนโอเดียน เยาวราช

และเลิกกินเนื้อวัว ควายด้วยครับ

6.เปลี่ยนชื่อเด็ก

ถ้าเช็คแล้วไม่อยู่ตามหลักที่ดี ผมอยากให้เชื่อนะครับ เพราะผมลองกับลูก และ ลองกับตัวผมแล้ว ผลดีของมันทำให้ผมงงจริงๆครับ น่าแปลกจริงๆ พิจารณาเช็คชื่อและอ่านรายละเอียดได้ที่http://www.thaibabyname.com , http://www.fortunename.com , http://www.mongkolnam.com

7.ศาลเจ้าพ่อเสือ

ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

8.ศาลกรมหลวงชุมพรที่ ฐานทัพเรือสัตหีบ

ทางเข้าอยู่บริเวณวัดหลวงพ่ออี๋สัตหีบ ถามคนแถวนั้นน่าจะรู้จัก จัดเตรียมดอกกุหลาบแดงไปถวาย

9.สีชุดที่ใส สีผ้าปูที่นอน สีผ้าห่ม

ให้เลือกสีที่ถูกโฉลกกับเด็กทุกวัน พิจารณาเรื่องสีจากการผูกดวงจีน โป๊ยยี่สี่เถียว ให้พิจารณาเข้าไปดูที่ http://fengshui.herb108.com/index.php และ http://www.fengshuitown.comนอกการผูกดวงจีนจะพิจารณาปรับทิศหัวนอนของเด็กตามมาด้วย พิจารณาการเปลี่ยนฮวงจุ้ยบ้านจากเวปนี้ด้วย ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนควรทำตามฤกษ์จีน ปรึกษาได้ที่เวปไซส์ดังกล่าว

10.หลวงพ่อโสธร

จังหวัดฉะเชิงเทรา

11.องค์จตุคามรามเทพ

ทำดีอยู่ในศีลธรรมถวายองค์พ่อ

12.การถือศีล8 นั่งสมาธิ

ผู้ปกครองพยายามถือศีลอย่างเคร่งครัดนะครับ มันจะเป็นมงคลแก่ชีวิต

13.ปีชง

ช่วงปลูกถ่ายไขกระดูกพยายามเลี่ยงปีที่ชงกับเด็กนะครับ ปีไหนชงหาได้ที่ศาลเจ้าพ่อเสือนะครับ ถามบริเวณร้านขายของไหว้หน้าศาล หรือถามจากเวปไซส์ตามข้อที่ 9 ก็ได้ครับ มักจะเริ่มเข้าชงในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี จะมีสี่ปีเกิดที่จะได้ผลกระทบในแต่ละปี มากน้อยเรียงกันไป

ปี
ปี
ปีชง100%
ปีชง70%
ปีชง50%
ปีชง25%
2547
วอก 
ขาล
วอก 
กุน
มะเส็ง
2548
ระกา
เถาะ
ระกา
ชวด
มะเมีย
2549
จอ
มะโรง 
จอ
ฉลู
มะแม
2550
กุน
มะเส็ง
กุน
ขาล
วอก 
2551
ชวด
มะเมีย
ชวด
เถาะ
ระกา
2552
ฉลู
มะแม
ฉลู
มะโรง
จอ
2553
ขาล
วอก
ขาล
มะเส็ง
กุน
2554
เถาะ
ระกา
เถาะ
มะเมีย
ชวด
2555
มะโรง 
จอ
มะโรง 
มะแม
ฉลู
2556
มะเส็ง
กุน
มะเส็ง
วอก 
ขาล
2557
มะเมีย
ชวด
มะเมีย
ระกา
เถาะ
2558
มะแม
ฉลู
มะแม
จอ
มะโรง 
2559
วอก 
ขาล
วอก 
กุน
มะเส็ง
2560
ระกา
เถาะ
ระกา
ชวด
มะเมีย
2561
จอ
มะโรง 
จอ
ฉลู
มะแม
2562
กุน
มะเส็ง
กุน
ขาล
วอก 

ตารางแสดงว่าปีเกิดใดชง(ส่งผลเสีย)กับปีใด ถ้าพ่อลูก หรือแม่ลูกคู่ใด ชงกัน ควรพิจารณาเรื่องปรึกษากับพระที่มีพรรษามากๆแล้วทำการยกให้เป็นลูกของท่าน และ เปลี่ยนวิธีการเรียก พ่อลูกและแม่ลูกซะใหม่ โดยให้เรียกพ่อแม่เป็นพี่แทน

ชวด
ชงกับ
มะเมีย
ฉลู
ชงกับ
มะแม
ขาล
ชงกับ
วอก 
เถาะ
ชงกับ
ระกา
มะโรง 
ชงกับ
จอ
มะเส็ง
ชงกับ
กุน

ถ้าตรงกับไปที่ชงพิจารณาไปกราบไหว้ ฝากชื่อ นามสกุล ไว้ให้สวด ตลอดปี ควรไปทั้งสองที่คือที่ศาลเจ้าพ่อเสือและวัดเล่งเน้ยยี่ ที่เจริญกรุง หรือที่บางบัวทองก็ได้

14.บรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์โรงพยาบาลสงฆ์

ประวัติท่าน หมอชีวก โกมารภัจจ์

เมื่อยังเด็ก อยู่ในความอุปการะ เลี้ยงดูของ เจ้าอภัย ราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ เมื่อโตขึ้นสมควร จะศึกษาวิชาความรู้ ในชั้นสูงต่อไป เจ้าอภัย จึงให้ไปเรียนวิชาที่ ตักษิลา ท่านชีวก เลือกเรียนวิชาแพทย์ อยู่กับอาจารย์ ท่าน หนึ่ง เรียนอยู่ 7 ปี จึงสำเร็จ

วิธีที่อาจารย์ จะสอบความรู้ว่า ศิษย์ คนใด จะออกเป็นหมอ ได้หรือยัง มีกลวิธีการสอบหลายอย่าง แล้วแต่อาจารย์ จะ เห็นควรสอบอย่างไร แก่ศิษย์คนใด เฉพาะ ท่านชีวก อาจารย์ สอบโดยสั่งว่า " ชีวก เธอจงเอาเสียมเล่มนี้ ออกไปตรวจดูบรรดา สมุนไพร รอบกุฎี นี้ โดยรัศมี 1 โยชน์ ให้ตลอด ถ้าพบต้นไม้อะไรที่ไม่เป็นยา จงเอามาให้ดู " ท่านชีวกถือเสียมเข้าป่า ตรวจ ดูบรรดากลิลไม้ ตลอดหมด ในรัศมี 1 โยชนื รอบกุฎี ไม่พบต้นไม้อะไร สักอย่าง ที่ไม่เป็นยา พยายามแล้ว พยายามแล้ว พยา ยามอีก ที่จะให้ใด้ต้นไม้อะไรสักอย่าง เพื่อจะได้เอามาบอกอาจารย์ ว่า ไม่ใช่ยา แต่ก็หาไม่ได้ ในที่สุด ต้องมือเปล่ากับมา บอกอาจารย์ ว่า " ได้ตรวจดูกบิลไม้ หมดทุกอย่าง ในป่า เห็นเป็นยาทั้งนั้น อ้ายที่ไม่เป็นยา หาไม่ได้เลย "

อาจารย์ได้ทราบดังนั้น ก็พอใจ เป็นที่ประจักษ์ว่า ท่านชีวก สำเร็จวิชาแพทย์ รู้กบิลไม้ในป่า อย่างเจนจบ ว่าเป็นยา ทุกอย่าง จึงประสิทธิประสาท ให้เป็นผู้สำเร็จในวิชา และเป็นหมอได้ อาจารย์ให้เงินเป็นค่าเดินทางเข้าเมือง และแนะให้ หมอชีวกไปหากินที่เมือง สาเกต นครหลวง แห่ง แคว้น อโยธยา ที่อาจารย์ แนะให้ไปเมือง สาเกต ก็เพราะว่า ที่ เมืองนั้น มี หมอมีชื่อเสียงมาก อาจารย์รู้ภูมิของหมอชีวก ตลอดเวลาที่ให้การศึกษา ว่าหมอชีวก เป็นคนฉลาดมาก ภูมิความรู้ดี ความ จำดี ทั้งบุคลิกลักษณะ นิสัยใจคอก็ดี ถ้าให้ไปเมืองสาเกต อย่างไรเสีย หมอชีวกต้องเด่นแน่ๆ และเป็นความประสงค์ ของ อาจารย์ ที่จะ ให้หมอชีวก ไปแสดงฝีไม้ลายมือ อวดบรรดาคณาจารย์ และคนทั้งหลาย ให้เห็นภูมิควารู้ ความสามารถ ของ อาจารย์ผู้ให้การอบรมศึกษา ด้วย เพราะศิษย์ ดี ย่อมเป็นศรีแก่ครู หมอชีวก รับพร และลาอาจารย์ แล้วก็ไปเมือง สาเกต

ธรรมดา คนที่เป็นหมอ เมื่อทำการรักษาพยาบาล คนเจ็บไข้ ก็ย่อมจะรักษาคนไข้หาย ไม่มาก ก็น้อยด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งเป็นการปกติ ไม่ค่อยมีใคร เล่าลือ อื้อฉาวประการใด แต่หมอชีวก เมื่อไปเป็นหมอ ที่เมืองสาเกต ได้ทำความชื่นชม ยินดี และเป็นทีพึ่ง ของราษฎรเป็นอันมาก ผิดกับหมออื่นที่เคยมี คือได้ ช่วยชีวิตของหญิงคลอดลูก และเด็กๆ ให้รอดพ้นจากความ ตายได้มาก เพราะแต่ก่อน ไม่เคยมีหมอเก่ง เช่นนี้ จนชาวบ้าน ชาวเมือง ให้ฉายา หรือ อภิไธย ว่า " โกมารภัจจ์ " แปลว่า
" หมอผู้ชำนาญโรคเด็ก " และเรียกกันว่า หมอชีวก โกมารภัจจ์ แต่นั้นมา หมอชีวก มีความรู้ ความสามารถ ไม่เฉพาะ แต่เรื่องโรคเด็ก และการเอาลูกออก หรือ กุมารผลิต เท่านั้น แต่มีความรู้ ความสามารถ ในโรคทางยา และทางผ่าตัด ทั่วไป ด้วย รักษาคนไข้ รายสำคัญ ๆ เป็นที่เล่าลือมาก ดังเรื่องต่อไปนี้

เมียเศรษฐีคนหนึ่ง ที่เมืองสาเกต เป็นโรคมีอาการปวดหัวมานาน ตั้ง 7 ปี เคยให้หมอมีชื่อเสียงรักษา เสียเงินเสียทอง ไปมาก ไม่มีใครรักษาหาย และจนไม่มีใครรับ รักษา หมอชีวกรับรักษา แต่โดยที่หมอ ชีวก ยังเป็นหมอหนุ่ม และเป็นหมอ มือใหม่ คนไข้เอาสัญญาว่า ุถ้ารักษาไม่หาย จะไม่สมนาคุณ เพราะเข็ด เสียเงินทองไปมาก ก็รักษาไม่หาย หมอชีวกตกลง ในการรักษา หมอชีวก เอาเนยเหลว 1 ประสาร ( 1 ฟายมือ ) ต้มเข้ากับยาต่างๆ เสร็จแล้ว เอายากรอกเข้าทางจมูกคนไข้ ปรากฎว่า กรอกครั้งเดียวเท่านั้น เมียเศรษฐีหายโรคปวดหัว เศรษฐีให้รางวัล หมอชีวก เป็นเงิน 16,000 กหาปณะ ( เหรียญ เงินโบราณอินเดีย ) และแถมให้รถม้าคันหนึ่ง พร้อมด้วยม้าเทียม และคนรับไช้ เสร็จด้วย เงินจำนวนนี้ หมอชีวก จึงใช้เป็น ค่าเดินทาง ไปเมืองราช คฤห์ อันเป็นเมืองหลวง ของแคว้นมคธ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารเป็นกษัตริย์ ปกครองอยู่ และเป็นบ้าน เดิมของหมอชีวก และด้วยเงินจำนวนนี้ หมอชีวก เอาไปใช้หนี้ ให้แก่เจ้าอภัย ซึ่งเคยมีอุปการะคุณ ให้ทุนไปเล่าเรียน วิชา แพทย์ ที่ตักษิลา อีกด้วย จำนวนเงินที่เศรษฐีให้เป็นรางวัล แก่หมอชีวกนั้น เป็นพยานอันแสดงอย่างหนึ่งว่า เศรษฐีโบราณ เขา สมนาคุณหมอ โดยหมอมิได้เรียกร้องเลย เป็นมูลค่าสูงมาก

คนไข้รายสำคัญ ต่อมา คือ พระเจ้าพิมพิสารเอง พระองค์ประชวร เป็นฝีคัณฑสูตร์ ( คือฝีใดๆ ที่เกิดตามริมของทวาร หนัก ) ฝีแตก แล้วกลายเป็นแผลลำราง เป็นเรื้อรังมานาน หมกชีวก รับรักษา หมอใช้น้ำมันชนิดหนึ่งใส่ ในไม่ช้าแผลรำราง ก็หายเป็นปกติ พระเจ้าพิมพิสาร โปรดแต่งตั้ง ให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ และนำตัว เข้าเฝ้า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า หมอชีวกได้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ พระบรมศาสดา และคณะสงฆ์ แต่นั้นมา ตามพุทธประวัติ แสดงหลายตอนว่า พระพุทธเจ้า กับหมอชีวก โกมารภัจจ์ ใก้ล้ชิดสนิทกันมาก การที่พระบรมศาสดา ทรงยกย่อง รับเอาหมอ ชีวก เป็นแพทย์ประจำพุทธองค์ นั้น แสดงว่า หมอชีวก เป็นแพทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ มากทีเดียว

คนไข้รายต่อมา เป็นพ่อค้า ที่เมือง ราชคฤห์ ป่วยเป็นโรคปวดหัว มานานหลายปี หมอชีวก รักษาด้วยวิธีผ่าตัด คือ มัดตัวพ่อค้าเข้ากับที่นอน แล้วผ่าหนังศีรษะ แหวกออก ดึงหนอนออกมาได้ 2 ตัว แล้วเย็บแผล ใส่น้ำมัน หายเป็นปกติ หนอน ที่หมอชีวก เอาออกได้นั้น ไม่ทราบว่าเป็นหนอนอะไร อาจเป็นเจ้าตัวจิ๊ด ที่เรารู้กันเดี๋ยวนี้กระมัง

รายต่อมาเป็นลูกเศรษฐี ในกรุงพาราณสี เป็นเด็ก ชองเล่นหกคะเมน ตีลังกา ควงตัดลำไส้เกิดบิดกันขึ้น กินอาหารไม่ ย่อย ปวดท้อง จนหน้าท้องเขียว ต้องขอร้องให้หมอ ชีวก ไปรักษา หมอไปทำการผ่าตัด ควักไส้ที่บิดกันนั้น แสดงให้เมีย เศรษฐี ดู แล้ว จัดลำไส้เข้าที่เดิม เย็บแผล แล้วใส่น้ำมันหาย หมดชีวก ได้รับรางวัล ตามแบบที่เคยได้จาก เศรษฐีอีก 16,000 กหาปณะ

คนไข้ที่หมอชีวก รักษาลำบากมาก คือ พระเจ้าปโชติแห่งกรุงอุชญาณี ประชวรเป็น กาฬสิงคลี หรือดีซ่าน ได้ทรงขอร้อง ไปยังพระเจ้าพิมพิสาร ขอหมอชีวก ไปรักษา หมอชีวก ออกจากกรุงราชคฤห์ ไปยังกรุง อุชญาณ๊ เมื่อหมอตรวจดูอาการ พระเจ้า ปโชติ แล้ว ก็รู้สึก ว่า พระเจ้า ปโชติ เป็นผู้ยากแก่การรักษามาก ยากยิ่งกว่ารักษาโรค เพราะพระเจ้า ปโชติ รับสั่งว่า จะใช้ยาอะไรรักษา ก็ได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียว อย่าใช้ ยาที่เข้าเนยเหลว เท่านั้น ถ้าขืนให้กิน เนยเหลว เป็นเล่นงานกัน เผอิญยา ที่หมอ ชีวก จะใช้รักษาโรคชนิดนั้น ก็เป็นยา ต้องเข้าเนยเหลว ครั้นจะไม่รับรักษา ก็จะกลายเป็นหมอใจน้อย ไม่มีปัญญา ชาว เมือง ก็จะดูถูกว่า หมดภูมิ ครั้นจะรับรักษา ถ้าพระเจ้า ปโชติ เรอ หรือ อ้วก ออกมา ได้กลิ่นเนยเข้า ตนก็จะได้รรับโทษ ถ้าจะ ไม่ใส่เนยเหลว ก็ผิดหลักวิชา และจะไม่ได้ผลดี ลังเลใจอยู่ แต่หมอชีวก เป็นคนไม่สิ้นแต้ม ในที่สุดรับรักษา และตกลงใน ต้องให้พระเจ้าปโชติ กินเนยเหลว ให้ได้ เป็นไรเป็นกัน จึงจัดแจงผสมยา เข้าด้วยเนยเหลว แต่ใช้ยาอื่นๆ ผสมดับกลิ่น ดับรส และสีของเนย ให้กินไม่รู้สึก เมื่อให้ พระเจ้าปโชติ เสวยยา แล้ว หมอ ชีวก ก็ออกอุบาย รีบทูลขอช้างเร็ว 1 เชือก เพื่อไปเก็บยา ในป่าอีก เมื่อพระเจ้าปโชติ สั่งให้แล้ว หมอชีวก ก็ขึ้นช้าง หนีกลับกรุงราชคฤห์ ไม่รอให้พระเจ้าปโชติ เรอ หรืออ้วก ได้กลิ่นเนย ต่อมาไม่ช้า พระเจ้าปโชติอ้วก ได้กลิ่น และรส เนย ก็ทรงพิโรธ หาว่า หมอ ชีวก หลอกให้กินเนยเหลว ขัดพระโองการ จึงสั่ง ให้ทหารเร็ว ออกตามจับ ตัวหมอชีวกให้ได้ ทหารเร็วไปพบ หมอชีวก กำลังพักผ่อนกินอาหารอยุ่ในป่า จึงตรงเข้าไปจะจับตัว หมอจึงพูดว่า " ท่านมาจับตัวเราหรือ ได้สิ ไม่เป็นไร รอให้เรากินอาหารเสียก่อน แล้วเราจะให้ท่านจับตัวไป แต่ แนะ ท่านมา กำลังเหนื่อย จงนั่งพักผ่อนและดื่มน้ำ ให้เป็นที่สบายก่อน " ว่าพลางหมอก็ยื่นขันน้ำ ซึ่งหมอเอายาถ่ายอย่างแรง ลอบเจือลง ในขณะนั้น ส่งให้ ทหารรับขันน้ำไปดื่มด้วย ความกระหาย ในไม่ช้า หมอชีวก ก็เสร็จจากการกินอาหาร และทันใดนั้น ทหาร เร็ว ก็มีอาการอุจจาระร่วง อย่างแรง ไม่มีกำลังพอ ที่จะจับตัว หมอได้ หมอชีวกก็ รีบขึ้นช้าง บ่ายหน้าไปกรุงราชคฤห์ ฝ่ายพระเจ้า ปโชิต ปรากฎว่า หายจาก โรคดีซ่านอย่างเด็ดขาด รู้สึกบุญคุณของหมอ จึงให้จัดผ้า สีเวยก ส่งไปประทานแก่หมอ ชีวกสำรับ หนึ่ง ผ้าสีเวยก นั้น พระพุทธโฆษาจารย์ ( อินเดีย) สันนิษฐานว่า อาจเป็นผ้าที่ชาว อุตตรกุรุ ใช้ห่อศพไปป่าช้า หรือเป็นผ้าไหม ที่สตรี ชาว สิวิ ทอด้วยฝีมืออย่างดี

โดยปกติหมอชีวก โกมารภัจจ์ คอยดูแลเอาใจใส่ ถวายพระอภิบาล แต่องค์สมเด็จ พระบรมศาสดา และภิกษุสงฆ์ ทั้งหลายอยู่เป็นนิตย์ มีเรื่องว่า คราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงรู้สึก ไม่ค่อยสบาย หมอชีวกผสมน้ำมันถวาย ให้พระอานนท์ ทาถู นวดพระพุทธองค์ อยู่ หลายเพลา ไม่หาย หมอชีวกเห็นว่า จำเป็นต้อง ถวายพระโอสถถ่าย การใช้ยาถ่าย หรือยาอะไรๆ แก่ คนไข้นั้น หมอทั่วๆไป ก็โดยมาก คงให้ยา อย่างที่ให้คนทั่วๆ ไป แต่หมอชีวก มีความรอบรู้เท่า ถึงการในสภาพ ของบุคคล แต่ละคนที่จะรักษา กับรอบรู้ ในเรื่องยา อย่างพิสดาร การให้ยาถ่าย แก่พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นพระสุขุมาลชาติ ต้องระมัดระวัง และต้องเป็นยา อย่างเบาที่สุด หมอชีวกจึงเอาดอกบัว มาขยี้ ประมาณ 3 กำมือ ผสมเข้ากับยาต่างๆ ถวายให้พระพุทธเจ้า ทรงดม ครั้งละ 1 กำมือ พระพุทธองค์ ทรงดม 1 ครั้ง ก็ไปพระบังคมหนักอย่างสบาย 10 ครั้ง โดยไม่รู้สึกเสียพระกำลังเลย แม่แต่น้อย เมื่อทรงถ่ายแล้ว หมอชีวก ก็สรง พระพุทธองค์ ด้วยน้ำอุ่น และงดถวายจังหันชั่วคราว ไม่ช้า พระบรมศาสดา ก็ทรง พระสำราญ เป็นปกติ การให้ยาถ่าย แบบที่หมอชีวก ถวายพระพุทธเจ้านั้น ถ้าเราไม่คิดให้ลึกซึ้ง อาจเห็นไปว่า หมอชีวกทำ แผลงอวดดี หรืออวดวิเศษ กะสมบัติยาถ่าย ให้ยาถ่ายอะไรๆ ก็ได้ ถ้าคิดอย่างนั้น ก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะคนเรา มีธาตุ ไม่เหมือนกัน บางคนธาตุเบา บางคนธาตุหนัก ยาถ่ายที่พระพุทธองค์ทรงดมนั้น ถ้าให้คนอย่างเราๆ ดม คิดว่าดมจนตายก็คง ไม่ไป นอกจากจะไปเอง คนธาตุหนักหรือพวก สกุลชาติ กินดีเกลือหนัก 1 บาท บางคนไม่สะเทือนท้อง คนธาตุเบา เพียงแค่ น้ำลูกสมอต้ม ก็เดินปราด การวางยา แม้ยาถ่าย แก่ผู้บริสุทธิ์ยิ่ง จึงเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับความรอบรู้สูงมาก และหมอ ชีวก คน เดียวที่รู้ถึง เพราะเป็นแพทย์ประจำพระพุทธองศ์

ภิกษุสงฆ์ เจ็บไข้ มักเกี่ยวกับท้องเสีย เพราะอาหารที่ชาวบ้าน พากันถวาย ไม่ค่อยระมัดระวัง ให้สะอาด และไม่พิจา รณา ว่าอะไรควร ไม่ควร เหมือนดั่งครั้งหนึ่ง พวกสุภาพสตรี ชาวเมืองเวสาลี หรือไพสาลี พากันนิยมถวายของหวานแก่ พระภิกษุ จนเอือม ทำเอาพระ เจ็บป่วย กันมาก แต่เคราะห์ดี หมอชีวก ตามไปแก้ไขทันท่วงที

หมอโบราณที่มีชื่อเสียงหลายคน แต่หมอชีวกโกมารภัจจ์ พวกหมอโบราณนับถือ มาก และในกระบวนความรู้เรื่องยา ไม่มีตัวจับ หมอชีวกคนนี้ เขาเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า " เภสัชราชา " คือ พระยายา หรือราชาแห่งยา ขึ้นชื่อว่า กบิลไม้แล้ว ที่ หมอชีวก จะไม่รู้จัก ใช้เป็นยาไม่มี หมอชีวก เป็นหมอเก่งทั้งทางยา และทางผ่าตัด มีชื่อเสียง ไม่เฉพาะในแว่นแคว้น มหาภารตะ และบูรพทิศ ยังมีชื่อเสียง ไป เหยียบถึงประเทศอิยิปต์ คือ ในครั้งนั้น พระเจ้าปโตเลมี กษัตริย์ แห่งประเทศ อิยิปต์ ทรงประชวร ต้องขอหมอ ชีวก จากพระเจ้าพิมพิสาร ไปรักษา จึงหาย ฮิปปอคราติส หมอฝรั่งโบราณชาติกรีก ซึ่งฝรั้งเดี๋ยวนี้ ยก ย่องหนักหนา ว่าเป็น บิดาแห่งการแพทย์ของเขา ก็เป็นรุ่นราว คราวเดียว และในสมัยเดียวกันกับ หมอชีวก ฮิปปอคราติส จะ กล่าวอะไรไว้ในวิชาแพทย์ หมอฝรั่งมักพูดถึงบ่อยๆ อย่างไม่เบื่อ แต่ถ้าจะเอาคุณวุฒิ ความรู้ ปรีชาสามารถ ตลอดจนฝีไม้ ลายมือกันแล้ว ฮิปปอคราติส ก็ดี หมอฝรั่งคนอื่นในสมัยนั้น ก็ดี และแถมให้อีก 1,000 ปี ต่อมา มือก็ไม่ถึงข้างซ้ายของหมอ
ชีวก โกมารภัจจ์ หมอชีวก ได้พูดอะไรไว้บ้าง ในวิชาแพทย์ เรามีความเสียใจ ที่ไม่มีหลักฐาน บริบูรณ์ เพราะประเทศอินเดีย ภายหลัง ที่พระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดับขันธ์ เข้าปรินิพพาน แล้ว พระพุทธศาสนา ยุกาล ล่วง มาแล้วถึง พ.ศ. 1743 พวก มหมัด ( อิสลาม หรือมุสลิม ) เข้าบุกรุก และยึดครองประเทศอินเดีย ประเทศอินเดีย ก่อนที่มหมัด บุกเข้าไปนั้น เป็นที่รู้กันว่า มีความเจริญมาก ในศิลปวิทยา และวิชาการแพทย์ วิชาเหล่านี้ เจริญอยู่ในมหาวิทยาลัย และในโรงพยาบาลอัน เป็นส่วนเกี่ยวข้อง อยู่กับ โบสถ์ วิหาร ของพระพุทธศาสนา ที่เมือง ปาตลิบุตร ตักษิลา สารนาธ นาลันทะ วิกรมศิลา และ อุทนตปุระ เมื่อพวกมหมัด เข้าตีประเทศอินเดีย นั้น เมือง อุทนตปุระ และวิกรมศิลา ก็แตก ถึงซึ่งความพินาศ พวกมหมัด ฆ่าภิษุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา เสียมาก ที่หนีได้ ก็ไปเมืองกบิลพัสดุ หนีลงทางอินเดียตอนใต้บ้าง หนีเข้าประเทศพม่าบ้าง สถานที่ โบสถ์วิหาร ทรัพย์สมบัติ ตำรับตำรา ถูกเผาทำลายมาก ถูกเก็บเอาไปบ้าง นับแต่นั้นมา ศิลปวิทยา และการแพทย์ ของอินเดีย ก็เสื่อมโทรมเป็นลำดับ และต่อมา อีกไม่กี่สัตวรรษ อินเดียก็เสีย แก่อังกฤษอีก อังกฤษ ขนเอาทรัพย์สมบัติ ของ อินเดียา ไปเสียอีกมาก ที่เมือง อุทนตปุระ และ วิกรมศิลา เสียแก่มหมัดนั้น ก็แบบเดียวกับ ที่กรุงศรีอยุธยาของไทยเสียแก่ พม่า ทรัพย์สมบัติ ที่ถูกเผาผลาญ เสียหายไป รวมทั้งตำรับตำรา ต่างๆ เป็นอันมาก เป็นอันไม่มีวันได้กลับคืน

วิชาแพทย์ แผนโบราณ ในระบบอายุรเวท ของขาวอาเซียนี้ มุสลิม ได้เอาไป ประเทศอารเบีย ก่อนนานแล้ว และพระ เจ้ากาหลิบ รับสั่ง ให้แปล ออกเป็นภาษาอาหรับ เมื่อ พ.ศ. 1243 ประมาณ 1252 ปีมาแล้ว และที่แปลออกนั้น ก็ได้เป็น ต้นเค้า วิชาแพทย์ของฝรั่งในยุโรปด้วย วิชาแพทย์ของอาเซีย ในระบบอายุรเวท ยังไม่ถึงประเทศจีน อิหร่าน และกรุงโรม และใน ครั้งนั้น ทางประเทศ กัมพูชา ( เขมร ) ก็ได้วิชาแพทย์นี้ไป ปรากฎว่าได้จัดตั้ง อโรคยาศาลา ( สุขศาลา หรือโรงพยาบาล ) ขึ้นถึง 102 แห่ง ดวงอาทิตย์ ขึ้นทางตะวันออก ก่อนฉันใด ศาสดาและ บรรดาวิชาความรู้ ทั้งหลาย ก็เกิดขึ้นทาง ตะวันออก ก่อนฉันนั้น แต่เวลานี้ความเจริญ กำลังรุ่งเรือง อยู่ทางตะวันตก ดูคล้ายกับ ความเจริญ คล้อยตามไปกับดวงตะวันกระนั้น

ความรู้ ความสามารถ ของหมอชีวก ที่กล่าวมาแล้ว แสดงว่า วิชาตรวจโรคของหมอโบราณ มีความแม่นยำมาก ถ้า ไม่แม่นจริง จะผ่าหัว ผ่าท้องคนโบราณไม่ได้ ทั้งแสดงความรู้ ความสามารถ ในการผ่าตัด ยาที่หมอชีวก ใช้ใส่แผล ต้อง เป็นยา อันตุภูตะ หรือภูตหาร( Antiseptic ) และเป็นยาอันวิษมะ หรือ วิษมหาร ( Antitoxic ) มิฉนั้นจะรักษาแผลให้หาย
ไม่ได้ ดีเช่นนั้น เครื่องมือผ่าตัด ของหมอโบราณชาวเอเซีย ในเอนไซโคลปีเดีย บริเตนนิกา ( Encycloedia Brittainica ) ฉะบับพิมพ์ครั้ง ที่ 9 ของ อังกฤษ กล่าวไว้ดังนี้

SURGICAL INSTRUMENT

Susrata describes more than one hundred surgical instruments, made of steel. They should have good handles and firm joints be well polished., and sharp enought to divide a hair : they should be perfectly clean, and kept in flannel in a wooden box. They included various shapes of scalpets. bistouries, lancets, scarifiers, saws, bone nippers, scissors, trocars and needles. They were also blunt hooks, loops, probes ( including a caustic holder ) , directors, sounds, scoops, and forceps ( for polypi etc) as well as catheters, syringes, a rectal speculum, and bougies. They were fourteen varieties of bandages. The favourite form of splint was made of thin slips of bamnoo bound together with string and cut to the lenght required. Wise says that he has frequently used this admirable splint, particularly for fractures of the thigh, humerus radius, and ulna, and it has been subsequently adopted in English army under the name of " patent rattan-cane splint "

แปลใจความว่าดังนี้

" ในคัมภีร์ กุสสรุต ชี้แจง เครื่องมือผ่าตัดไว้ มากกว่า 100 ชิ้น ทำด้วยเหล็กอย่างดี มี ด้านและข้อต่อแน่นหนา เกลี้ยง เกลา มีความคม สามารถผ่าเส้นผมได้ เครื่องมือเหล่านั้น สะอาด ห่อผ้าสักหลาด เก็บไว้ในหีบไม้ มีมีดผ่าตัด มีดผ่าฝี มีดผ่า ตัดสองคม มีดเฉือนผิวหนัง เลื่อยตัดกระดูก คีมจับกระดูก กรรไกร เครื่องมือเจาะอวัยวะ เข็มเย็บแผล ขอเกี่ยวอวัยวะ ห่วง หมุดหยั่งแผล รางนำมีด เครื่องหยั่ง ช้อนขูดแผล และปากคีบ หรือคีม หลอดสวนปัสสาวะ เครื่องฉีด เครื่องเปิด ถ่างทวาร หนัก เครื่องหยั่งเครื่องถ่างทวาร มีผ้าพันธะ ชนิดต่างๆ 14 ชนิด มีเฝือกที่ทำด้วยซี่ไม้ไผ่อย่างน่าชม ไวส์ เคยทำใช้บ่อยๆ ในการเข้าเฝือก กระดูกหัก เช่น กระดูกโคนขา กระดูกโคนแขน กระดูกแขนนอก กระดูกแขนใน และ ต่อมา กองทัพบกของ อังกฤษ ก็ได้เอาแบบอย่างไปใช้ เรียกว่า" เพเท็นท แร็ทแทน-เคน สพลินท "

( จากหนังสือ อายุรเวทศึกษา โดยขุนนิทเทศสุขกิจ พิมพ์ ครั้งที่สอง พ.ศ. 2516 หน้า 48-54 )

 

 

หรือไปไหว้ได้ที่หน้าโรงพยาบาลวิชัยยุทธตึกเหนือ

15.วัดเล่งเน้ยยี่ (วัดมังกรกมลาวาส)

16.การสวดโพชฌังคปริต

โพชฌงค์เป็นหลักธรรมหมวดหนึ่งที่อยู่ในบทสวดมนโพชฌังคปริตร ถือเป็นพุทธมนต์ที่ช่วยให้คนป่วยที่ได้สดับตรับฟังธรรมบทนี้แล้วสามารถหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ ที่เชื่ออย่างนี้เพราะมีเรื่องในพระไตรปิฎกเล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจา้ได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปะที่อาพาธ พระองค์ทรงแสดงสัมโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะ พบว่าพระมหากัสสปะสามารถหายจากโรคได้ อีกครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมบทนี้แก่พระโมคคัลลานะซึ่งอาพาธ หลังจากนั้น พบว่า พระโมคคัลลานะก็หายจากอาพาธได้

   ในที่สุด เมื่อพระพุทธองค์เองทรงอาพาธ จึงตรัสให้พระจุนทะเถระแสดงโพชฌงค์ถวาย ซึ่งพบว่าพระพุทธเจ้าก็หายประชวร

   พุทธศาสนิกชนจึงพากันเชื่อว่า โพชฌงค์นั้น สวดแล้วช่วยให้หายโรค ซึ่งในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เป็นธรรมเกี่ยวกับปัญญา เป็นธรรมชั้นสูง ซึ่งเป็นความจริงในเรื่องการทำใจให้สว่าง สะอาดผ่องใส ซึ่งสามารถช่วยรักษาใจ เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับร่างกาย เนื่องจากกายกับใจเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน

   หลักของโพชฌงค์เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปซึ่งไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น เพราะโพชฌงค์แปลว่าองค์แห่งโพธิหรือองค์แห่งโพธิญาณเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญา

ทำการสวดให้ได้ทุกวันเช้า - เย็น

โพชฌังโค สะติสังขาโต
ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพฌังคา จะ ตะถาปะเร
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา
สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุมินา สัมมะทักขาตา
ภาวิตา พะหุลีกะตา
 

สังวัตตันติ อะภิญญายะ
นิพพานายะ จะ โพธิยา
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา
เอกัสมิง สะมะเย นาโถ
โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุขิเต ทิสวา
โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
เค จะ ตัง อะภินันทิตวา
โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ
 

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา
เอกะทา ธัมมะราชาปิ
เคลัญญนาภิปีฬิโต
จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง
สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฎฐาสิ ฐานะโส
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ
โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา
 

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง
มัคคาหะตะกิเลสา วะ
ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
เอเตนะ สัจจวัชเชนะ
โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา

 

 

17.หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตร